สธ.เตรียมปรับลดระดับความรุนแรงสถานการณ์โควิด-19 แนะควรสวมหน้ากากในพื้นที่แออัด

สธ.เผย สถานการณ์ของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น จึงได้มีการปรับลดระดับความรุนแรงของโรคโควิด แต่อย่างไรก็ตาม ควรสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยงหรือมีผู้คนแออัด

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการปรับลดระดับให้โรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เป้าหมายคือ การอยู่ร่วมกับโควิด-19 อย่างปลอดภัย และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นโรคระบาดทั่วไปตามฤดูกาล

“ทั้งนี้ เมื่อจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของประเทศไทย ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตามสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือ กลุ่ม 608 กลุ่มโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งในกลุ่มนี้ อย่างน้อย หากได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) แล้ว เมื่อติดเชื้ออาการก็จะไม่รุนแรง ซึ่งในตอนนี้หากดูสัดส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มเป้าหมาย 608 อยู่ที่ร้อยละ 44 จากที่ตั้งเป้าร้อยละ 60
จึงยังคงต้องรณรงค์ให้กลุ่มนี้เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อเนื่อง” 
นพ.เอกชัย กล่าว

ส่วนสถานประกอบการที่เปิดรับนักท่องเที่ยว แม้โควิด-19 จะเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ยังคงขอให้เน้นตามมาตรการความปลอดภัยขององค์กร หรือ Covid-19 Free Setting คงต้องเน้นย้ำ 3 ส่วน คือ สภาพแวดล้อม ความปลอดภัยของพนักงาน /และความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ซึ่งสถานประกอบการ ที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ควรที่ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อภายในร้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดเชื้อโรค จุดสัมผัสต่างๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบ ระบบระบายอากาศภายในร้าน หลังการใช้งาน ควรที่จะเปิดประตูหน้าต่างให้โล่งระบายอากาศ ส่วนพนักงานภายในร้าน ควรประเมินความเสี่ยงของตัวเอง และตรวจหาเชื้อด้วย ATK แม้ว่าไม่มีอาการป่วยแต่ไปสัมผัสผู้ติดเชื้อหรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ก็ขอให้ตรวจก่อนไปทำงาน อาจจะไม่จำเป็นจะต้องตรวจบ่อยเหมือนก่อนหน้านี้

“ประชาชนที่ไปใช้บริการในสถานที่ท่องเที่ยว หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก อยู่ในสถานที่ปิด ยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่เมื่อต้องเข้าไปใช้บริการ แต่หากเป็นสถานที่อากาศปลอดโปร่ง ความเสี่ยงน้อยไม่เป็นไร และปฏิบัติตามมาตรการทางด้านสาธารณสุขที่เคยออกมาระบุไว้” 
นพ.เอกชัยกล่าว

สำหรับเด็กเล็ก ขณะนี้ได้มีการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดง สำหรับเด็กเล็ก 6เดือน ถึง 5 ปี ซึ่งระหว่างรอการฉีดนั้น ขอเน้นย้ำผู้ปกครอง และศูนย์เด็กเล็กต่างๆ ให้ดูในเรื่องของสุขอนามัยสภาพแวดล้อม หากเป็นบ้าน หรือสถานที่ที่เปิดแอร์ตลอดทั้งวัน ควรหมั่นทำความสะอาด และควรที่จะเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศถ่ายเทได้สะดวก 1-2 ชั่วโมง ทำความสะอาดตามจุดสัมผัสต่างๆ ที่เด็กใช้ ของเล่น ส่วนเด็กตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป คำแนะนำยังให้สวมหน้ากากอนามัย หากพาเด็กออกไปทำกิจกรรมตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ปิด แต่หากเป็นเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังร่วมด้วยก็ขออย่าให้พาเด็กไปเสี่ยง ไปร่วมตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความแออัดเนื่องจากในช่วงนี้เด็กยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19

ที่มา : thaihealth